จากวิกฤตการต้มยำกุ้งในปี
2540 ที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศ ส่งผลให้มีการปรับตัวเพื่อรับความเสี่ยงด้านการเงิน
(Financial Risks) นักธุรกิจ นักลงทุนต่างต้องรู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นมีความเสี่ยงแค่ไหน
และโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มมีมากน้อยแค่ไหน บ่อยครั้งเราเกิดความชะล่าใจ
และบ่อยครั้งหลายคนจะพูดว่า หายนะอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และมันมักจะเกิดตอนที่เรามั่นใจสุดขีด
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเราเป็นห่วงกับปัญหาเงินเฟ้อ (Inflation) ที่มาจากแรงผลักของต้นทุน
(Cost Push) อันเป็นผลจากระดับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 140
ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลต่อระดับราคาสินค้าต่างๆทั่วโลกอันอาจจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง
(Hyper Inflation) แต่สิ่งที่เรากังวลมากขึ้นกลับกลายเป็นปัญหาการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
(Sub-Prime Lending) ที่รัฐบาลสหรัฐฯสั่งยึดกิจการสมาคมจดจำนองแห่งชาติของรัฐบาลกลาง
หรือ แฟนนี เม (Fannie Mae) และบริษัทจำนองสินเชื่อบ้านของรัฐบาลกลาง หรือ
เฟรดดี แมค (Freddie Mac) โดยหวังพยุงตลาดเพื่อที่อยู่อาศัยในประเทศ เพื่อป้องกันตลาดโลกไม่ให้วุ่นวายกับการล้มละลายในลักษณะโดมิโน่
(Domino) โดยการเข้าเทคโอเวอร์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่สุดของรัฐบาลสหรัฐที่มีมูลค่าเกือบ
1.4 หมื่นล้านดอลล่าร์
และแล้ววันที่ 15 กันยายน 2551 ตลาดการเงินของโลกต้องจารึกว่าเป็นวันที่บริษัททางการเงินขนาดยักษ์อันดับ
4 ของโลก คือกลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส จำกัด (Lehman Brothers) ที่เคยประกาศว่าเป็นบริษัทที่บริหารโดยยึดหลักธรรมาภิบาล
(Good Governance) ต้องพบกับจุดจบด้วยการประกาศขอเข้าฟื้นฟูกิจการภายใต้มาตรา
11 (Chapter 11) ของกฎหมายการเงินสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้บริษัทที่มีปัญหาทางด้านการเงิน
ประกาศขอล้มละลายและต้องการฟื้นฟูกิจการด้วยตนเอง เลห์แมน บราเธอร์ส มีรายรับต่อปีอยู่ที่ประมาณ
2 ล้านล้านบาท หรือรายรับสุทธิ 2.27 แสนล้านบาท มีสินทรัพย์สุทธิประมาณ
23.5 ล้านล้านบาท มีพนักงานทั่วโลกกว่า 26,000 คน (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2550)
และสามารถฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจมาได้กว่า 150 ปี การล่มสลายและการขาดสภาพคล่องของเลห์แมน
บราเธอร์ส ที่มีปัญหาจากตลาดอนุพันธ์ (Derivative Market) ที่ตัวเองเป็นดีลเลอร์ใหญ่
ยังส่งผลกระทบเป็นสึนามิต่อสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่างน้อยอีก 2 แห่ง
คือ Merrill Lynch และ American International Group (AIG) และบรรดานักการเงินส่วนใหญ่ต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนเศรษฐกิจอเมริกาอย่างรุนแรง
และกระจายไปในวงกว้างทั่วโลกจนเป็นที่มาของชื่อ วิกฤตการแฮมเบอร์เกอร์
(Hamburger Crisis) ในครั้งนี้
ในส่วนของนักธุรกิจ
นักลงทุนไทย หรือคนไทยทั้งหมดอาจมีคำถามว่าแล้วประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจาก
Hamburger Crisis รุนแรงแค่ไหน อาจตอบได้ว่าวิกฤตการต้มยำกุ้ง (Tom-Yam-Kung
Crisis) ที่มีสาเหตุจากภายใน (ระบบเชิงอุปถัมภ์) และสาเหตุจากภายนอก (ระบบเศรษฐกิจเสรี)
ที่ทำให้สถาบันการเงินและบริษัทสัญชาติไทยหลายแห่งต้องล้มละลายลง ช่วยให้คนไทยเรามีการปรับตัวและเตรียมพร้อมกับความเสี่ยงไว้บ้าง
แต่ก็ยังได้รับผลกระทบที่รุนแรงไม่น้อย เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด
(Open Economy) ทั้งภาคการค้าและภาคการเงินระหว่างประเทศ จึงหนีไม่พ้นต้องรับวิกฤติและต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วที่สุด
โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ เนื่องจากความผันผวนของตลาดการเงิน (Financial
Market) ตลาดทุน (Capital Market) ตลาดพันธบัตร (Bond Market) ตลาดอนุพันธ์
(Derivative Market) ตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Future Market) ตลาดเงินตราต่างประเทศ
(Foreign Exchange Market) และอื่นๆ ซึ่งมีความอ่อนไหวมากจะทำให้ผู้เกี่ยวข้องขาดความเชื่อมั่นกับระบบเศรษฐกิจและเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างโกลาหล
อย่างไรก็ตามหากองค์กรใดที่เตรียมพร้อมและบริหารจัดการธุรกิจด้วยแนวคิด
เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economy) ที่มีทั้งความพอประมาณ การดำเนินธุรกิจหรือธุรกิจกรรมอย่างมีเหตุมีผล
และเตรียมพร้อมกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ก็คงสามารถผ่านพ้น Hamburger Crisis
ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย..........................................