เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข

ปกรณ์ ลิ้มโยธิน
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่


                ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ฟื้นจากปัญหาต่างๆที่เป็นผลจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และได้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมหลายประการทั้งที่เป็นเหตุให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม การดำเนินการในเชิงนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจของทางภาครัฐได้ใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือสำคัญ ประกอบกับการปรับแก้ความไม่สมบูรณ์ของกลไกตลาดที่มีอยู่ก่อนหรือเกิดขึ้นในภายหลังให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น เพื่อให้กลไกตลาดสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามแนวความคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมยังคงมุ่งเน้นการดำเนินการทางเศรษฐกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ ความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Efficiency) และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Equity) และหากพิจารณาจากพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจแยกย่อยเป็นสาขาต่างๆ จะพบว่า ยังมีความไม่สมบูรณ์ของกลไกตลาดในหลายประการในหลายสาขา โดยเฉพาะในสาขาด้านสาธารณสุข
                 ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าการสาธารณสุขเป็นสาขาย่อยของระบบเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันและอนาคตในแง่ที่เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน และเป็นกลไกสำคัญยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในอนาคต สาธารณสุขเป็นสินค้าที่เป็นนามธรรมหรือเรียกได้ว่าเป็นทั้งสินค้าสาธารณะ (Public Goods) และสินค้าส่วนบุคคล (Private Goods) ในขณะเดียวกัน ส่วนที่เป็นสินค้าสาธารณะพิจารณาได้จากผลกระทบข้างเคียงจากการเจ็บป่วย ที่อาจติดต่อถึงบุคคลอื่นได้ เช่น การระบาดของโรค SARS เป็นต้น ส่วนที่เป็นสินค้าส่วนบุคคลนั้นอาจพิจารณาได้จากการที่บุคคลหนึ่งๆ อาจซื้อหาบริการทางการแพทย์บางอย่างเป็นการเฉพาะบุคคล เช่น การรับบริการในห้องผู้ป่วยพิเศษเฉพาะบุคคล และเนื่องจากสาธารณสุขเป็นสินค้าที่มีชนิด ประเภท และลักษณะที่แตกต่างหลากหลายมากมายนับตั้งแต่ที่เป็นการป้องกันโรคการส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล จนถึงการฟื้นฟูสุขภาพทั้งกายและจิต ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตบริการสาธารณสุขเช่น ยาและเวชภัณฑ์ และบุคลากรทางแพทย์ซึ่งมีความสลับซับซ้อนมาก ทำให้นโยบายและมาตรการต่างๆ ที่จะใช้กำกับความมีประสิทธิภาพและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจไม่สามารถทำได้ง่ายนัก และไม่สามารถทำได้โดยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว นอกจากนั้นพฤติกรรมของบุคคลยังมีผลกระทบต่ออุปสงค์ และอุปทานของบริการสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญด้วย (เทียนฉาย กีระนันทน์, 2539)
                ข้อมูลที่แสดงเปรียบเทียบระหว่างประเทศต่างๆ ในรายงานของธนาคารโลก (World Development Report, 2000) ได้นำเสนอความแตกต่างในสถานภาพด้านสุขภาพอนามัยกับฐานทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วประเทศไทยซึ่งมีฐานะค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในแถบเอเชีย และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการสาธารณสุขในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แต่ประเทศไทยยังมีอัตราการตายของทารกในอัตราค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ สัดส่วนของน้ำหนักทารกก็ยังต่ำกว่าพิกัดมารฐาน สัดส่วนประชากรที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับแพทย์ 1 คน จึงน่าจะเป็นตัวสะท้อนถึงปัญหาด้านสาธารณสุขของไทยอย่างมาก
               ในความคิดเห็นส่วนตัว เชื่อว่าสถานการณ์ของสาธารณสุขที่ตั้งเป็นข้อสงสัยกันมาอย่างต่อเนื่อง น่าจะถือได้ว่าเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขก็ว่าได้ รวมถึงประเด็นในแง่ของความแตกต่างในคุณภาพของบริการที่ได้รับด้วยว่าสภาพความเหลื่อมล้ำในการได้รับ และเข้าถึงบริการสาธารณสุขมีท่าทีว่าจะแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเชิงคุณภาพของบริการ ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่เข้าสู่ช่วงสูงอายุ และเหตุจากพฤติกรรมความยากจน อาจส่งผลถึงการสูญเสียในผลิตภาพของกำลังคนที่จะสะท้อนได้จากสภาพการเจ็บป่วย พิการ และ ทุพลภาพ กับค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสุขภาพในอนาคต และในอนาคตอันใกล้นี้น่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของคุณทุกๆคน



บทความ