การลงทุนและการเก็งกำไร

ปกรณ์ ลิ้มโยธิน
มหาวิทยาลัยหาดใหญ

                นักลงทุนหลายท่านอาจจะยังสับสนอยู่ระหว่างคำว่า "การลงทุน" กับ "การเก็งกำไร" ซึ่งอันที่จริงมันก็คล้ายกันมากจนตีความลำบาก ในอดีตที่ผ่านมาทีคนกล่าวว่าการลงทุนในหุ้นสามัญถือเป็นการเก็งกำไร เนื่องจากผลตอบแทนทั้งในรูปของเงินปันผลและเงินต้นที่จ่ายเป็นค่าหุ้นในตอนลงทุน มีความไม่แน่นอนสูง ในขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้จัดเป็นการลงทุน เนื่องจากมีผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะแน่นอน ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งในรูปของดอกเบี้ยที่จะได้รับระหว่างงวด และเงินต้นที่จะได้คืนเมื่อครบอายุ (ยกเว้นในกรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ ล้มละลายและไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและเงินต้นได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่มีให้เห็นในตลาดทุนบ้านเรา) อย่างไรก็ตามการกู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนไม่ว่าจะเป็นในรูปของหุ้นสามัญหรือหุ้นกู้ก็ถูกพิจารณาว่าเป็นการเก็งกำไรด้วย
                ในระยะต่อมาก็มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง การลงทุนและการเก็งกำไรหลายแนวความคิด ซึ่งแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแนวหนึ่ง แยกการลงทุนที่จัดเป็นลักษณะของ "การลงทุน" และ "การเก็งกำไร" ออกจากกัน ตรงที่ความตั้งใจมากกว่าลักษณะการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท และให้คำนิยามของ "การลงทุน" ว่าคือการซื้อสินทรัพย์ใด ๆ โดยมีการพิจารณาและศึกษาอย่างรอบคอบและมีเหตุมีผล ซึ่งสินทรัพย์นั้นจะให้ผลตอบแทนตามสมควร ไม่ว่าจะเป็นในรูปของเงินปันผลหรือดอกเบี้ยก็ตาม อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาวด้วย (Capital Appreciation) ส่วนการซื้อสินทรัพย์ที่ไม่เข้าข่าย "การลงทุน" ตามที่กล่าวถึงจัดว่าเป็น "การเก็งกำไร" เพราะฉะนั้นอาจสรุปได้ว่าปัจจัยหลักที่แยกแยะระหว่าง "การลงทุน" และ "การเก็งกำไร" ก็คือความตั้งใจหรือเป้าหมายการลงทุน ระยะเวลาลงทุนและผลตอบแทนที่สามารถคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล เช่น ที่ดินนั้นมีศักยภาพที่จะเติบโตสูง มีโอกาสที่จะมีคนเคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่มาก มีแนวโน้มว่าธุรกิจการก่อสร้างที่อยู่อาศัยจะดี อีกทั้งมีสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ดี น้ำไฟพร้อม และมีแนวโน้มว่าที่ดินนั้นจะสามารถสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ก็จะจัดเป็นการลงทุน
                การลงทุนจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการศึกษา และทำการบ้านพอสมควร เพื่อที่จะให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุด ผลตอบแทนที่จะได้รับไม่ว่าจะเป็นจากการลงทุนในหุ้นกู้ หรือหุ้นสามัญ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ก็ตาม จะขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในอนาคตทั้งสิ้นมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จในการลงทุน ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะคาดการณ์อนาคต
               ในการพิจารณาเลือกลงทุนนั้น แน่นอนที่สุดนักลงทุนจะต้องพิจารณาถึง ราคาของสินทรัพย์ที่จะซื้อว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเครื่องมือที่มืออาชีพใช้อยู่ในปัจจุบันมีรากฐานมาจาก ทฤษฎีหลัก ๆ 2 ประการ ทฤษฎีแรก เชื่อในเรื่องมูลค่าพื้นฐานของสินทรัพย์ ในขณะที่ทฤษฎีที่สองเชื่อในเรื่องจิตวิทยามวลชน

  ทฤษฎีมูลค่าพื้นฐานของสินทรัพย์
              ทฤษฎีนี้เชื่อว่า สินทรัพย์ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ตาม จะต้องมี "มูลค่าพื้นฐาน" (Intrinsic Value) ของตัวมันอยู่ ซึ่งมูลค่าพื้นฐานนี้ก็สามารถที่จะวิเคราะห์ได้จากสภาพการณ์ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคตของสินทรัพย์นั้น ๆ ดังนั้นการพิจารณาเลือกลงทุนจึงต้องเปรียบเทียบระหว่างราคา กับมูลค่าพื้นฐาน

               โดยทั่วไปในบางขณะราคาสินทรัพย์จะอยู่สูงหรือต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ทั้งนี้เนื่องจากภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา การมองโลกในแง่ดี และความโลภมักจะผลักดันให้ราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่ความหวาดระแวงจะทำให้ราคาลงมาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน จากภาพจะเห็นได้ว่าราคาของสินทรัพย์อาจจะอยู่สูง หรือต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานในบางขณะ แต่ในที่สุดราคาก็จะเคลื่อนเข้าหามูลค่าพื้นฐาน ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ราคาอยู่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานจึงเป็นโอกาสที่เหมาะแก่การลงทุน
                อย่างไรก็ตาม การพิจารณามูลค่าพื้นฐานที่ถูกต้องสมบูรณ์นั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยต่างๆหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงต้องใช้สมมุติฐานต่างๆประกอบ เช่น ทฤษฎีส่วนลดของเงินปันผล (Discount Dividend Model) หรือทฤษฎีส่วนลดของกระแสเงินสด (Discount Cash Flow) เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือต่างๆเหล่านี้ มีหลักการที่ว่ามูลค่าพื้นฐานของหลักทรัพย์ในขณะใดขณะหนึ่ง ควรจะไม่น้อยไปกว่ามูลค่าปัจจุบันของรายได้ ที่จะเกิดขึ้นจากการถือสินทรัพย์นั้นในอนาคตนั่นเอง ซึ่งหลักการพิจารณาตามแนวนี้เราคงจะเคยได้ยินกันเป็นอย่างดีว่า เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) นักลงทุนทั่วไปคงจะไม่ต้อง ลงไปในรายละเอียดของการประเมินมูลค่าพื้นฐานนะครับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ แต่ท่านน่าจะต้องทราบถึงหลักการ เพื่อจะได้ประเมินผลลัพธ์ที่ได้มาจากนักวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      ทฤษฎีจิตวิทยามวลชน
               เนื่องจากความลำบากในการหามูลค่าพื้นฐานของสินทรัพย์ อีกทั้งตัวเลขที่ได้มาก็เป็นที่น่าสงสัยว่าจะถูกต้องสมบูรณ์เพียงใด ลอร์ด เคนส์ ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ และก็เป็นนักลงทุนที่ประสบผลสำเร็จมากคนหนึ่ง จึงมีแนวคิดในเรื่องจิตวิทยามวลชนขึ้นมา ซึ่งเขาเชื่อว่าการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมและอารมณ์ของมวลชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และพิจารณาถึงระดับของความมองโลกในแง่ดีของคนเหล่านี้จะสามารถทำให้เราเลือกโอกาสในการลงทุนได้ และโดยหลักการนี้เองจึงทำให้เกิด การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) ขึ้น
              การมองโลกในแง่ดีเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้านักลงทุนมองโลกในแง่ดีเกินไปจนควบคุมไม่ได้ ก็จะนำไปสู่ความบ้าคลั่งได้ และลักษณะที่เด่นประการหนึ่งของความบ้าคลั่งก็คือ การไม่สามารถหวนคิดถึงบทเรียนที่เคยประสบมาในอดีต และใช้อารมณ์ในการลงทุนมากกว่าสติ
              ตามแนวความคิดนี้ นักลงทุนอาจประสบความสำเร็จได้จากการวิเคราะห์และประเมินว่าภาวะการณ์ลักษณะใดที่มวลชนมีความอ่อนไหว และจะก่อให้เกิดประกายความหวัง และการมองโลกในแง่ดีมากที่สุด แล้วก็เข้าไปลงทุนเอาไว้ก่อน เมื่อภาวะการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นและเมื่อมวลชนทั่วไปเข้ามาลงทุนมากขึ้น หลักทรัพย์ที่ซื้อไว้ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
             โดยแนวคิดนี้ ลอร์ด เคนส์ ใช้หลักจิตวิทยามาศึกษาตลาดหลักทรัพย์มากกว่า การวิเคราะห์ทางด้านการเงิน เขาเชื่อว่าคงไม่มีนักลงทุนคนใดจะซื้อหุ้นที่ราคา 80 บาท แม้ว่ามูลค่าพื้นฐานจะอยู่ที่ 100 บาทก็ตาม หากเขาเชื่อว่าราคาตลาดใน 1 เดือนข้างหน้าจะเป็น 70 บาท